ตะลอนทัวร์เมืองซาปา-เวียดนาม
โบสถ์ซาปา

ทัวร์เวียดนามทริปนี้ เราขอแนะนำ โบสถ์ซาปาหลังนี้สร้างขึ้นด้วยหินช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยชาวฝรั่งเศสที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาร่วมกันออกเงินสร้างโบสถ์ เพื่อใช้เป็นศูนย์รวมจิตใจ ตัวโบสถ์ถูกออกแบบเป็นไม้กางเขนในสไตล์โรมันคาทอลิก(ดูได้จากหลังคา หอระฆัง และซุ้มประตู) ด้านนอกกับด้านในตกแต่งแบบเรียบง่าย มีเพียงภาพกระจกสี (Stained Glass) ที่บรรยายถึงเรื่องราวของพระเยซูให้ชมนิดหน่อยเท่านั้น
ทว่าช่วงเย็นๆ แบบนี้ บรรยากาศที่โบสถ์ไม่คึกคักสักเท่าไหร่ คาดว่าเพราะเป็นโบสถ์ขนาดเล็กแถมเรายังอาจมาไม่ตรงกับช่วงทำพิธีด้วย จึงได้แต่เดินชมบรรยากาศทั้งด้านนอกและด้านในแบบเงียบๆ ไร้ผู้คน (หากเข้าไปชมโบสถ์ด้านใน ควรสำรวมและให้เกียรติสถานที่ด้วย เพราะขนาดมีคนไม่ได้ถอดหมวก เรายังเห็นเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาเตือนเลย)
บรรยากาศสบายๆ ที่จัตุรัสกลางเมือง
เที่ยวเวียดนามครั้งนี้ เรามีกิจกรรมที่ถือว่าน่าสนใจ ซึ่งจากบริเวณโบสถ์ หากเรามองไปฝั่งตรงข้ามจะเห็นลานกว้างใหญ่ ซึ่งชาวเมืองมักใช้ลานเป็นสถานที่ทำกิจกรรมต่างๆ ว่ากันว่าในอดีตทุกๆ คืนวันเสาร์ บริเวณนี้มีตลาดแห่งความรัก ซึ่งชาวเขาเผ่าต่างๆ มักมาชุมนุมกัน จากนั้นฝ่ายหญิงจะหลบเข้าไปในมุมมืดแล้วร้องเพลงดึงความสนใจจากฝ่ายชาย หากฝ่ายชายคนใดออกตามหาเจ้าของเสียงเจอก่อน ก็มีสิทธิ์ไปอยู่ในป่าร่วมกับฝ่ายหญิงเป็นเวลา 3 วัน แล้วถ้าถูกอกถูกใจกัน ก็จะแต่งงานหลังกลับออกมา ทั้งงานไม้แกะสลัก งานเย็บปักถักร้อย กระเป๋าผ้า เสื้อผ้าชาวเขา กระเป๋าเป้ ฯลฯ รวมถึงของกินเล่นที่ช่วยคลายความหนาวอย่างมันเผาหรือข้าวโพดปิ้ง น่าเสียดายปัจจุบันทางการพยามจัดระเบียบเมืองมากขึ้น ทำให้ตลาดชาวเขาดังกล่าวหายไป ส่วนพ่อค้าแม่ค้าก็แยกย้ายกันไปตั้งอยู่ตามทางเดิน ริมถนนต่างๆ รอบตัวเมือง โดยเฉพาะบริเวณถนน Cau May ทางฝั่งทิศเหนือ ที่ดูเหมือนมีร้านของชาวเขารวมตัวกันเยอะหน่อย ทั้งนี้หากเดิน อยู่มีชาวเขาใช้กลยุทธ์การขายแบบเข้าถึงตัว (เดินตามขาย) ก็ไม่ต้องตกใจไป หากไม่สนใจแค่ตอบปฏิเสธแล้วเดินหลบออกมา (แต่หากเผลอตัวคุยด้วยเมื่อไร เป็นเป็นถูกตามตื้อขายของแน่นอน)
**แนะนำ**
ถนน Fansipang ทางทิศตะวันตกของลานกิจกรรมมีร้านอาหารท้องถิ่นรวมตัวกันอยู่หลายร้าน ทั้งร้านปิ้งย่าง ร้านเหล้า ร้านคาเฟ่ ฯลฯ ซึ่งเท่าที่เราได้เดินสำรวจดูบรรยากาศรวมๆ ออกแนวร้านสำหรับคนท้องถิ่น ลูกค้าที่ไปใช้บริการมักมีแต่ชาวเวียดนาม แต่ใครอยากลองมาชิมก็ได้นะคะ บางร้านเขามีเมนูภาษาอังกฤษให้ค่ะ
ทะเลสาบซาปากับสายน้ำที่หายไป
กินลมชมบรรยากาศได้พักใหญ่ๆ เราก็แวะหามุมนั่งพักขาชมเด็กวัยรุ่นเตะบอลกันตรงลานกิจกรรมด้านหน้าโบสถ์ซาปา เห็นแล้วก็อิจฉาเด็กๆ เหล่านี้เหมือนกัน ที่ได้เล่นกีฬาท่ามกลางเทือกเขาสูงอันสวยงาม ทว่าเราคงจะนั่งเพลินไปหน่อย ก้มดูนาฬิกาอีกทีห้าโมงกว่าแล้ว เห็นทีคงต้องจอตัวจากลานกิจกรรมไปทะเลสาบซาปา เสียที พรวกเราเลยข้ามถนนไปยังสวนสาธารณะซาปา ที่อยู่ทางขวามือของโบสถ์ซาปา แล้วเดินตรงไปตามถนนทักเซิน หลังตรงไปเรื่อยๆ ราว 200 เมตร เราจึงเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนชวนเวียนไม่ไกลก็เห็นทะเลสาบซาปาแล้ว

แต่ภาพของทะเลสาบที่อยู่ตรงหน้ากลับไม่ได้เป็นอย่างคิดเลยอ่ะค่ะ เนื่องจากน้ำบางส่วนในทะเลสาบนั้นแห้งขอดจนเห็นชัดดินด้านล่างทีเดียว สงสัยช่วงที่เรามาเป็นฤดูหนาวหรือฤดูแล้ง น้ำในทะเลสาบก็เลยแห้งเหือดหายไป (หากว่ามาในช่วงน้ำเต็มและฟ้าใสๆ จะได้ชมทิวทัศน์ราวกับเมืองทางแถบยุโรปยังไงยังงั้น) ถึงอย่างนั้นหากมองรอบทะเลสาบไกลๆ ก็ยังได้เห็น บรรยากาศบ้านเรือนและอาคารของหน่วยงานรัฐบาลในสไตล์ยุโรปเรียงรายเต็มไปหมด และไหนๆมาแล้วทั้งที เราจึงเดินเล่นชมสวนไม้เมืองหนาว ริมทะเลสาบที่อยู่ใกล้ๆ ทว่าช่วงนี้เป็นฤดูหนาว แถมซาปาก็ยังถูกโอบล้อมด้วยทิวเขา ไม่ทันได้เดินเล่นชมเหล่าดอกไม้สักเท่าไหร่ ฟ้าก็เริ่มมืดเสียแล้วค่ะ

ซาปายามค่ำคืน
ลาจากทะเลสาบซาปาแล้ว ก็ถึงคราวเดินชมแสงสียามค่ำคืนและหามื้อค่ำกิน โดยมื้อนี้พวกเราตั้งใจหาเมนูเหลา หรือหม้อไฟค่ะ เนื่องจากเป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมที่ช่วยคลายเหนาวได้อย่างดีของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนซาปา แต่หลังจากเดินสำรวจราคา บรรดาร้านอาหารบนถนน Xuan Vien และ Thach Son ราคาค่อนข้างสูงทีเดียว (ส่วนใหญ่ราคา 400,000 – 500,000 ด่อง ไม่รู้ว่าเป็นหม้อใหญ่ด้วยหรือเปล่า และไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสักเท่าไร แถมบางร้านก็สื่อสารกันลำบาก เมนูก็มีแต่ภาษาเวียดนาม สุดท้ายเราจึงตัดสินใจกินแถวถนน Cau May เพราะอย่างน้อยราคาน่าจะถูกและสื่อสารได้สะดวกกว่านี้

เมื่อเดินกลับมาถึงจัตุรัสกลางเมือง พวกเราก็แวะเก็บภาพโบสถ์ซาปาที่ตอนนี้เริ่มเปิดไฟหลากสีสลับไปมาแล้ว ขณะที่เหล่าวัยรุ่นยังคงตั้งใจเตะบอลกันท่ามกลางลานกว้างเหมือนเดิม แม้อุณหภูมิตอนนี้น่าจะประมาณ 13 องศาเซลเซียสก็ตาม
หลังจากเดินหาร้านอาหารร้านนั้น ร้านนี้ บนถนน Cau May ไปได้สักพัก พวกเราก็หยุดดูเมนูอาหารที่ร้านเจอร์เบรา ตามคำเชื้อเชิญของพนักงานที่มีสีหน้ายิ้มแย้มกว่าร้านอื่นๆ ที่ผ่านมา ปรากฏว่าราคาเหลาของที่นี่น่าสนใจไม่น้อยเลย เพราะสำหรับ 2 คนตก 250,000 ด่องเท่านั้น (ถูกกว่าแถวทะเลสาบกว่าครึ่ง) ว่าแล้วเราจึงตัดสินใจเลือกร้านนี้กัน ซึ่งที่นั่งภายในร้านเจอร์เบรามีให้เลือกอยู่ 2 โซนด้วยกันคือ โซนด้านนอกที่บรรยากาศโล่งๆ สบาย กับด้านในที่มีเตาผิงไฟให้ความอบอุ่น แต่ไหนๆ อุตสาห์หนีจากเมืองร้อนมาถึงซาปาทั้งที เราเลยเลือกโซนด้านนอกกัน ถึงแม้อากาศตอนนี้ค่อนข้างเย็นก็ตาม
**แนะนำ**
ร้านเจอร์เบรา (Gerbera Restaurant)
29 Cau May, Sapa เปิดเวลา 08.00-23.30 น. ทุกวัน อาหารทั่วไปเริ่มที่ 70,000 ด่อง หากเมนูเหลา 250,000-360,000 ด่อง**จากโบสถ์ซาปาให้เดินมาตามถนน Thach son ก่อนเลี้ยวซ้ายไปตามถนน Fansipang จากนั้นเลี้ยวซ้ายสู่ถนน Cau May แล้วตรงไปอีก 200 เมตร